ABOUT DUDESWEET MOVIE

ด้านล่างคือบทสัมภาษณ์วง The Pedigrees ในนิตยสาร SUPERSWEET ฉบับที่ 2 (กันยายน 2004) ซึ่งเป็นนิตยสารของ Dudesweet ตีพิมพ์ช่วงปี 2004 - 2007

จากสัมภาษณ์ครั้งนั้น เราก็ตั้งใจว่าจะเอาเรื่องของวงนี้มาทำเป็นหนังเล่นๆ ไว้ดูกันเองในปาร์ตี้ของ Dudesweet แต่ตอนนั้นเทคโนโลยีการถ่ายและทำหนังยุ่งยากกว่าตอนนี้ YouTube ก็ยังไม่ค่อยฮิต Facebook ก็ยังไม่เกิด ที่สำคัญ พวกเราเพิ่งเรียนจบกันได้แค่ปีกว่าๆ จึงยังไม่มีเงินทำ แม้ต้นทุนจะไม่สูงก็ตาม แต่โครงการนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ

7 ปีผ่านไป เงินสะสมที่กั๊กไว้เรื่อยๆ สำหรับโครงการนี้เริ่มเติบโตพอที่จะทำหนังได้เสียที แต่พล็อตเดิมก็เชยไปเสียแล้ว เพราะมุกตลกส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องเสียดสีวงการอินดี้ในช่วงปี 2004 แต่ในปี 2011 ยุคที่วงการอินดี้ไม่มีสนุกเท่าตอนนั้น ทุกอย่างจึงต้องรื้อใหม่หมด เหลือไว้แค่บรรยากาศของบทความดังกล่าว

เราจึงอยากจะพูดว่า ผลงานหนังของ Dudesweet ครั้งนี้ ไม่ได้ใช้เวลาสร้างแค่ไม่กี่เดือนอย่างที่ใครๆ คงจะเข้าใจ แต่ใช้เวลา 7 ปี ในการบ่มความพร้อม และต้องขอขอบคุณ มุก ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ที่ให้เกียรติมาทำหน้าที่ผู้กำกับ และทำให้ภาพในอากาศของเรา ที่ลอยฟุ้งอยู่หลายปี กลายเป็นภาพและเสียงที่ทุกคนเห็นด้วยกันได้เสียที

ขอบคุณที่รับชม แต่จะชอบไม่ชอบก็เรื่องของคุณแล้วล่ะครับ :-)

Love you long time,
Dudesweet




 


EPD #1


EPD #2

EPD #3

EPD #4

FREE MP3:
"Back Door" by The Jenny & Her Army

 
 
 
 

 

ถ้าคุณรู้จัก The Strokes, The Datsuns, The Hives หรือ Yeah Yeah Yeahs ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่รู้จักวงนี้ พวกเขาคือวงลูกคนรวยจากเมืองไทยล้วนๆ ที่โด่งดังอย่างหนักในอังกฤษ นอกจากเป็นวงเปิดให้ The Rolling Stones แล้ว บัตรคอนเสิร์ตของพวกเขายังขายหมดภายใน 3 ชั่วโมงทุกครั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งปวงยิ่งกว่า ไทเกอร์ วูดส์ เสียอีก

THE PEDIGREES
สัมภาษณ์โดย พงษ์สรวง คุณประสพ ถ่ายภาพ ชาติฉกาจ ไวกวี



(จากซ้ายไปขวา: บัญชา, Pop, ยอร์ช, ต่อ)

วันนี้ผมพบกับนักร้องนำและมือกลองในล็อบบี้โรงแรม The Gores ย่าน Knightsbridge ในลอนดอน สมาชิกที่เหลือยังคงแฮงก์โอเวอร์ไม่หายจากงานวันเกิดของช่างภาพ Terry Richardson เมื่อคืน ในวันพรุ่งนี้พวกเขาจะต้องเดินทางไปแสดงที่บริสโตล และกลับมาลอนดอนเพื่อถ่ายสัมภาษณ์กับนิตยสารท็อปฮิต DAZED & CONFUSED

เท่าที่รู้มา The Pedigrees เป็นวงที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้หงุดหงิด แต่จากการที่ได้สัมภาษณ์พวกเขา แม้ทางวงจะมีเวลาให้แค่ 15 นาที ก็ทำให้ได้รู้ว่าพวกเขาอัธยาศัยดีและเป็นกันเองมาก หรืออาจเพราะผมเป็นนักข่าวคนไทยด้วยกันก็ได้

The Pedigrees ประกอบด้วย Pop ร้องนำและกีตาร์ริททึ่ม (ชื่อของเขาต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษและพิมพ์ด้วยฟอนต์ Helvetica เท่านั้น) เกิดที่นิวยอร์กและจบด้านดนตรีโดยตรงจาก NYC Music Academy กำลังจะกลับไปศึกษาต่อด้านโปรดิวซ์เวอร์ที่แวนคูเวอร์

ต่อ มือเบส กำลังศึกษาที่ RCA (Royal College of Art ใน ลอนดอน) สาขา Sculpture ยอร์ช ฟลุตและไวโอลิน จบการศึกษาจากสาธิตวิทยาลัยครูนครปฐม และ บัญชา มือกลองไร้การศึกษา

SUPERSWEET: ก่อนอื่นคุณ Pop ช่วยเล่าประวัติของคุณหน่อย
Pop: ผมเกิดที่นิวยอร์ก คุณแม่ผมเป็นศิลปินแมกซิกันครับ พอเจ็ดขวบก็ย้ายตามคุณพ่อไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ไปๆ มาๆ จากนั้นก็ตัดสินใจเข้าเรียนดนตรี ตอนที่ผมจบไฮสคูลผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร แต่ดนตรีเป็นสิ่งที่ผมรัก ผมเลยเข้าเรียนที่ NYC Acadamy

SS: ทำไมถึงคิดทำวงครับ
Pop: เรื่องค่อนข้างยาวครับ คือวันนึงเรานั่งเล่นไพ่สลาฟกันครับ แล้วก็ฟังเพลงไปด้วย เราก็คิดว่าอยากฟังเพลงอะไรที่มันเข้าหูเรามากกว่านี้ เราก็เอ๊ะ ทางไหนดีที่เราจะทำได้ นั่นก็คือเราต้องทำกันเอง

SS: ออกอัลบั้มมาสี่ดือนแล้ว ถึงตอนนี้ผลตอบรับเป็นอย่างไรครับ
Pop: ฟีดแบคค่อนข้างดี พวกเราจริงใจกับดนตรี ดนตรีก็เลยจริงใจกับพวกเรา เราไม่ได้คาดหวังกลุ่มแฟนเพลง เราแค่อยากทำดนตรีที่เราชอบมากกว่า ผลตอบรับที่ดีเป็นแค่ผลพลอยได้

SS: สิ่งที่แปลกมากเลย คือเพลงของ The Pedigrees ดังมากในอังกฤษและยุโรป แต่กลับไม่ดังในเมืองไทยเท่าไหร่ เพราะอะไรครับ
Pop: ตรงนี้คือแฟนๆ ในยุโรปให้การตอบรับอย่างดีอาจเพราะเทรนด์เราไปตรงกับที่นั่นก็ได้ครับ
บัญชา: ผมคิดว่าคนไทยคงจะฟังเพลงของพวกผมไม่ได้ครับ เพราะพื้นฐานทางดนตรีของคนไทย (เน้นเสียง) ต่ำมากครับ

SS: ได้ยินว่า The Pedigrees ได้รับแรงบันดาลใจจากวงอาร์มแชร์
Pop: ค่อนข้างมากเลยครับ เพราะเป็นวงที่หน้าตาดี ทำเพลงกันเอง และมีคอนเซ็ปต์
บัญชา: หา?

SS: คุณบัญชาไม่ชอบหรือครับ?
บัญชา: ผมไม่เคยชอบวงนี้ครับ นั่นมันแรงบันดาลใจของพวกมัน ไม่ใช่ของผม แรงบันดาลใจของผมคือ จิมมี่ เฮนดริกซ์, Led Zeppelin และ ออสซี่ ออสบอร์น

SS: คิดอย่างไรกับวงดนตรีไทยปัจจุบัน
Pop:คิดว่าผมไม่อยากให้พวกเขามาเลียนแบบเราครับ พราะคนเรามันต้องมีความเป็นตัวเอง
บัญชา: ผมไม่เคยฟังเพลงไทย ผมฟังแต่เพลงต่างประเทศ

SS: ทำไมถึงชื่อวง The Pedigrees?
Pop: ชื่อนี้มันไม่ได้แปลว่าอาหารหมานะครับ มันแปลว่าสายพันธุ์ครับ มันหมายถึงความแท้ ความแน่นอน ความเป็นตัวจริง ของจริง

SS: ได้เจอวง Moderndog หรือยังครับ
Pop: เคยเจอกันผ่านๆ เค้าจะงับผมเลย (หัวเราะ) ผมว่าลึกๆ แล้วพวกเขาอิจฉาเรานะ แต่บอกตรงๆ ผมไม่สนหรอก I don't give a shit เพราะสิ่งเดียวที่ผมแคร์คือดนตรี

SS: ช่วยเล่าถึงดนตรีของพวกคุณให้ฟังหน่อย
Pop: เป็นการาจพังก์ครับ เหมือนวง The Strokes หรือ The Libertines

SS: คุณ Pop เป็นเพื่อนกับนักร้องนำ The Strokes ด้วย
Pop:อ๋อ จูเลี่ยนหรือครับ (หัวเราะ) เขาก็เป็นเด็กดี เราเคยพักอยู่ย่านเดียวกันในนิวยอร์ก ไม่สนิทกันมาก ผมรู้จักเขาก่อนที่จะฟอร์มวง The Strokes

SS: จริงหรือเปล่าที่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้เขาฟอร์มวง
Pop: มีส่วนครับ ผมอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขานิดหน่อย คือตรงนี้ผมไม่อาจจะเอ๊กซ์เพลนได้ครับ

SS: คุณ Pop ได้ใส่ความเป็นไทยไปในดนตรีการาจพังก์ของคุณบ้างไหมครับ
Pop:ผมก็ใส่เสียงระนาดไปในบางเพลง เนื้อร้องก็ผสมผสาน ก่อนหน้านี้ผมได้คุยกับ David Asher เรื่องการผสมผสานเนื้อร้อง David Asher นี่ผมชอบเขามานานแล้ว และรู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมงานกัน

SS: คุณ Pop ได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อหรือเปล่า เพราะคุณพ่อเป็นนักดนตรีในวง Linkin Park
Pop: ก็ไม่มากครับ คือเราเจอกันน้อย คุณพ่อต้องออกทัวร์คอนเสิร์ตตลอด

SS: คนไหนคือพ่อคุณครับ
Pop: ไม่รู้คนไหนเหมือนกันครับ

SS: คุณบัญชาล่ะครับ จบจากที่ไหน
บัญชา: ผมจบ ป. 3 ที่อุบลราชธานีครับ หลังจากจบก็ทำงานขนผักอยู่ในตลาดหน้าศาลากลางมาตลอด ซึ่งเป็นผลดีมากต่อความหนักหน่วงในการตีกลอง ก่อนหน้านี้ผมตีกลองให้กับพวกแคมป์จีไอ พอดีเห็นเขาลงโฆษณาใน NME ว่าต้องการมือกลอง ผมก็เลยลองติดต่อไป แล้วลองมาเทสต์ดู ตอน try out ตื่นเต้นน่าดู เหงื่อแตกเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

SS: คุณบัญชาเคยเดทกับเคลลี่ ออสบอร์นด้วย
บัญชา: โอ้ย ผมไม่อยากพูดไปครับ เดี๋ยวน้องเค้าจะเสีย

SS: มีกรุ๊ปปี้มาขอนอนด้วยประจำเลย กรุ๊ปปี้ชอบให้เอาท่าไหนครับ
Pop: แล้วแต่ครับ ส่วนตัวผมชอบท่าไถนา กรุ๊ปปี้ที่มาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่ก็จะชอบท่านี้

SS: จริงหรือเปล่าที่คุณ Pop เคยเดทกับหนึ่งในสองสาว M2M
Pop:(หัวเราะ) โห ข่าวมาเลย แมเรี่ยนน่ะเหรอครับ เธอก็น่ารักดีครับ ไม่ขอพูดดีกว่า เพราะจะไม่ดีต่อความสัมพันธ์ของผมและสองสาว t.A.T.u

SS: มีเรื่องนึงที่คนฝากถามกันมาก คือเรื่องที่คุณ Pop ไปชกปากเลียม กัลเลเกอร์ ในผับที่อิตาลี่
Pop: เรื่องนี้ผมไม่อยากพูดถึงเลยครับ คืนนั้นเขาเมามาก ทำตัวเป็นร็อคสตาร์ ตอนนั้นผมยังไม่ได้ฟอร์มวง เขาเมาแล้วมาหาเรื่อง ก็สมควรแล้วครับ (ทำสีหน้าสะใจ)

SS: ได้ดินเนอร์กับมาดอนน่าด้วย
Pop: อ๋อครับ ก็ไปกันทั้งวง คือมาดอนน่าพยายามชวนเราเข้าสังกัดครับ แต่ผมปฏิเสธไปว่า "โน แต๊งกิ้ว"

SS: กินอะไรกันครับ
Pop: รู้สึกจะเป็นขาแกะนะครับ

SS: ตอนนี้ได้ยินว่าซุ่มทำอัลบั้มใหม่กันอยู่ คอนเซ็ปต์เป็นยังไง
บัญชา: ตอนนี้ผมเน้นฮิปฮอปครับ ผสมกับ Led Zeppelin คิดดูสิครับว่าจะเป็นยังไง อาจมีเสียงแสครทแผ่นและบีตบ๊อกซ์ด้วย

SS: อัลบั้มใหม่คุณบัญชาโปรดิวซ์ร่วมกับใครครับ
บัญชา: Nigel Godrich, นิติพงษ์ ห่อนาค, สุกี้ แล้วก็อาจารย์บรูซ แกซตันครับ พวกเขาเป็นคนที่เราชื่นชมกันมาก และเราร่วมงานกันได้ดี

SS: มีอะไรฝากถึงแฟนเพลงชาวไทยไหมครับ
บัญชา: โชคดีเถอะมึ้ง!

SS: คุณ Pop อยากแนะนำเพลงไหนให้คนที่ยังไม่เคยฟัง The Pedigrees ครับ
Pop: คงเป็นซิงเกิ้ลแรกของเราครับ เพลง 'Sea of Shit' เป็นเพลงที่เสียงกลองหนักหน่วงมาก เสียงกลองเด่นเป็นสไตล์บอสซาโนวา

SS: คุณบัญชาล่ะครับ
บัญชา: แทร็คที่สี่ครับ เพลง 'Fucking the Dog' เพราะนอกจากเนื้อหาที่เข้าท่าแล้วเนี่ย ดนตรียังเข้าท่ามาก เพลงนี้เสียงกลองไม่เด่น เพราะผมต้องการเป็นแบ็คกราวด์ที่ดีให้เสียงฟลุตของยอร์ช

SS: มีโปรแกรมจะไปทัวร์เมืองไทยไหมครับ
Pop:ไม่ล่ะครับ เรากลัวมีคนอาวอไปรับที่สนามบินเหมือนไทเกอร์ วูดส์
บัญชา: ทำอะไรกันเสี่ยวๆ

สัมภาษณ์ในลอนดอน วันที่ 20 สิงหาคม 2547