16 Jul 16
 

16 Jul 16 / adminการฆ่าคนง่ายๆ คุณเองก็ทำได้ที่บ้าน!

แชร์กันให้ตายไปข้างหนึ่ง

(โปรดอ่านข้อความต่อไปนี้ด้วยน้ำเสียงแบบทีวีธันเดอร์)

เคยมั้ย? ที่คุณอยากฆ่าใครสักคนแล้วคิดไม่ออกว่าจะใช้อะไรดี?

มีด ปืน หรือ ยาพิษ ?

แต่…ที่ว่ามา ทั้งหาซื้อยาก ทั้งวุ่นวาย

ลองนี่สิ!

อินเตอร์เน็ต!!!

ง่าย สะใจ ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องรู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ได้ แต่ทำให้คนที่คุณอยากฆ่า ได้ตายทั้งเป็น

หรือตายจริงๆ เช่น

คนนี้

Tyler Clementi
โดดน้ำตายตอนอายุ 18 ปี
สาเหตุ: รูมเมตแอบตั้งกล้องถ่ายวิดีโอตอนเขามีอะไรกับผู้ชายถ่ายทอดสดลง iChat

คนนี้

Amanda Tood
แขวนคอตายตอนอายุ 15 ปี
สาเหตุ: คนแปลกหน้าในเฟซบุ๊กแช็ตหลอกล่อให้เปิดหน้าอกให้ดู แล้วเอาวิดีโอไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต

คนนี้

Jessica Logan
แขวนคอตายตอนอายุ 18 ปี
สาเหตุ: ส่งรูปเปลือยให้แฟนดูในมือถือ แล้วแฟนส่งต่อ

หรือคนนี้

Ryan Halligan
แขวนคอตายตอนอายุ 13 ปี
สาเหตุ: เพื่อนปลอมตัวเป็นสาวสวยมาแช็ต แล้วแค็ปข้อความไปประจานกันสนุกทั้งโรงเรียน

แถมฟรีทันที!
การ์ดมหัศจรรย์ ในกรณีที่กระแสสังคมตีกลับ

จบ.

เนื่องจากเว็บ Third World ของเราไม่ชอบทำ tie-in เนียนๆ แบบที่แม็กกาซีนชอบทำกันราวกับผู้อ่านจะรู้ไม่ทัน เราก็บอกกันตรงๆ เลยละกันว่าบทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับหนังสั้นของ เต๋อ นวพล (คลิปอยู่ท้ายบทความ) ร่วมงานกับค่ายมือถือ dtac ในประเด็น cyberbullying ประเด็นที่เป็นวาระระดับโลก จนมีความเป็นไปได้ที่พวกเราจะโดนกับตัวอย่างน้อยคนละครั้งในช่วงชีวิต

หนึ่งในทฤษฎีของเราคือ คำหยาบหรือความก้าวร้าว มักจะสะดุดตากว่าความสุภาพเสมอ และสำหรับบางคน การได้แชร์หรือได้เม้นต์ด่าใครแรงๆ จนได้เป็น top comment นั้น ถือเป็นความฟินรูปแบบหนึ่ง ฟินราวกับเขียนเรียงความแล้วคุณครูคัดไปแปะบอร์ดติดดาวทอง ฟินจนรู้สึกว่าต้องทำต่อไปให้เป็นสไตล์ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ใครหน้าชา น้ำตาคลอ

เหล่านี้เป็นอาการของผู้ป่วยโรคเสพติดยอดไลค์ –โรคระบาดยุคใหม่ที่มีโซเชี่ยลมีเดียเป็นพาหะ และน่ากลัวที่จะคิดว่า สักพัก ความสาแก่ใจที่ไร้หัวใจแบบนี้ คงกลายเป็นเรื่องชินชาของสังคมออนไลน์

 

พอนั่งดูหนังเต๋อเรื่องนี้กับเพื่อนรุ่นเดียวกันเสร็จ เราก็คุยกันว่า ดีเนอะ ที่ตอนเราเป็นวัยรุ่นอินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง ทำอะไรน่าอายไว้ก็ไม่มีหลักฐาน ตอนนี้โตแล้ว มีภูมิคุ้มกันมากขึ้นตามวัย ถ้าเจอเรื่องแบบนี้คงไม่เท่าไหร่

แต่จบประโยคเราก็มองหน้ากันทันทีพร้อมคำถาม จริงเหรอออ…

วัยที่ได้รับผลกระทบมักจะช่วงอายุ 11-18 ในอเมริกามีวัยรุ่นฆ่าตัวตายปีละ 4,500 คนต่อปี และพบว่ากลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปีฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นจาก 30 ปีที่แล้วถึง 50% สาเหตุก็มีทั้งโรคซึมเศร้า การโดนเพื่อนรังแกที่โรงเรียน และการโดนคนรังแกผ่านเน็ต โดย 1 ใน 10 ของเด็กที่คิดฆ่าตัวตายเพราะโดนรังแกในเน็ต ประสบความสำเร็จในการปลิดชีวิตตัวเอง

แต่คนวัย 25 ขึ้นไป ที่คิดว่ากำลังใจแข็งแรงแล้ว จะโดน bully ในรูปแบบ public shaming (การประจานลงเน็ต, การล่าแม่มด) มากกว่า เช่นกรณีทวีตตลกเหยียดผิวของ Justine Sacco เจ้าของ trending  #HasJustineLandedYet

แม้ต่อมานางจะออกมาขอโทษที่เล่นมุกไม่เข้าเรื่อง แต่ชีวิตก็พังอยู่ดี นางโดนไล่ออก โดนข่มขู่ โดนขุดชีวิตส่วนตัวมาด่า และสี่เดือนหลังเหตุการณ์ทวีตมรณะ เธอบอกกับ New York Times ว่า “ฉันยังโสด แต่ตอนนี้มันยากที่จะออกเดทกับผู้ชาย เพราะบางคนเขาก็กูเกิ้ลเช็คคนที่จะไปเดตด้วย เรื่องการออกเดตเลยกลายเป็นอีกเรื่องที่ฉันต้องเสียไป”

แม้อัตราการฆ่าตัวตายของผู้ใหญ่จะน้อยกว่าวัยรุ่น แต่มันก็ทำให้หมดความมั่นใจในชีวิต หมดกำลังใจทำมาหากิน เผชิญกับโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจนำมาสู่การฆ่าตัวตายได้

การเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงบาปบุญก่อนกดแชร์ ย่อมเป็นทางประเสิรฐที่จะทำให้สังคมดีขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่คิดอีกที และคิดแบบสิ้นหวังหน่อย เราก็คงต้องทำใจตั้งรับวัฒนธรรม cyberbullying กันไว้บ้างเพราะมันจะอยู่ตลอดไป

และเราคงต้องเริ่มเตือนเด็กๆ ใกล้ตัวเรากันได้แล้ว ว่าบัดนี้ภัยในโลก on-line และ off-line มันมีขนาดพอๆ กัน และเมื่อไหร่ที่มันเกิดขึ้นกับเขา ก็จงเข้มแข็งไว้ แล้วรีบมาเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง

คือมันก็ไม่ทำให้ cyberbullying หมดไปหรอก แต่อย่างน้อยก็อ่อนกำลังลง

มาดูหนังเต๋อกัน