28 Mar 19
 

28 Mar 19 / Third Worldอีอ้วนเมียไอ้ยุดเป็นศิลปะได้หรือเปล่า? พบศิลปินสาวที่สร้างความเลอค่าให้งานไร้ค่า

อีอ้วนเมียไอ้ยุดเป็นสายตำรวจ” 

ข้อความพ่นด้วยสีสเปรย์ที่ยุคหนึ่งเห็นได้ทั่วไปตามกำแพงย่านท่าพระ อีอ้วนเป็นใคร? ไอ้ยุดไหน? ใช่ยุดนั้นที่เรารู้จักกันหรือเปล่า? ไม่น่านะ เพราะข้อความนี้มันระบาดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนยุดที่คุณก็รู้ว่าใครยังเป็นโนบอดี้ แต่ตอนนี้พูดขึ้นมาชาวท่าพระก็ยังจำอีอ้วนกับไอ้ยุดที่อยู่ตามกำแพงได้อยู่ อีอ้วนมึง! อีเกลือเป็นหนอน!



ความลึกลับของข้อความนี้มันคงจบไปนานแล้วหากเราได้รู้ว่าใครเป็นคนเขียน เพราะประเด็นความน่าเสือกจะเบนไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างอีอ้วนและคนพ่นทันที ว่าอีอ้วนมันเป็นไส้ศึกตำรวจเรื่องอะไรถึงสร้างความเคียดแค้นให้มีคนต้องฟาดงวงฟาดงาพ่นประจานมันไปทั่วท่าพระถึงเพียงนี้ แต่ในเมื่อเราก็ได้รู้แค่เท่าที่เห็น ถ้าคิดสมมุติแบบศิลป์ๆ ว่าแท้ที่จริงมันเป็นศิลปะทดลองล่ะ? เราว่าจะเรียกมันว่าเป็นงานศิลปะหรือแค่พวกมือบอนดี? แต่ถ้าศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารอารมณ์และแนวความคิดต่อสาธารณชน ข้อความอีอ้วนเมียไอ้ยุดฯ นี้ก็ติ๊กคุณสมบัติที่ว่าครบทุกข้อ และความลึกลับของการทำงานกราฟฟิตี้นี่เองที่ทำให้มันคลาสสิค ทำให้งานข้างถนนมีคุณค่า และทำให้ Banksy ยังคงมีตัวตนต่อให้ –เคาะโต๊ะสามที–ตายไปแล้วหรือยังไม่รู้

รสชาติความลึกลับของงานกราฟฟิตี้และสตรีทอาร์ตคือสิ่งที่ Siam Discovery กำลังชวนให้คุณไปร่วมทำการทดลองด้วยตัวเอง –เขาเอารถคลาสสิครุ่น Karmann Ghia ปี 1955 มาหุ้มสีขาว ไปวางกลางห้างแล้วให้ใครไปเขียนไปพ่นก็ได้ (ลงทุนว่ะ) แต่มีข้อแม้ว่าบริเวณนั้นจะมีกล้องวงจรปิดและจอทีวีติดตั้งอยู่เป็นสิบตัว เพื่อทำให้พื้นที่ๆ เปิดอยู่แล้วยิ่งเปิดเข้าไปอีก



ในแง่หนึ่งมันจึงเป็นเหมือนการสื่อคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ที่มักต้องแอบทำกันแบบลับๆ ในพื้นที่ๆ ไม่ได้ขออนุญาต ว่าเมื่ออิสระที่ได้จากความลึกลับหมดไป คุณจะกล้าเขียนอะไรได้แค่ไหนเมื่อทุกอย่างถูกจับตามอง แล้วยังเหลืออะไรที่จะทำให้คุณยังรู้สึกระทึกใจตอนเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตสมัครเล่นแบบนี้

แล้วเขาก็ชวนเราไปลองทำด้วย — ได้!

ขอเชิญท่านพบกับขวัญ– ครองขวัญ บุญอำพล ศิลปินที่ขโมยความไร้ค่าข้างถนนไปไว้ในแกลเลอรี่

ป.ล. เธอไม่ได้เป็นคนเขียน tag อีอ้วนเมียไอ้ยุดฯ นะ

ครองขวัญ บุญอำพล @parangjews
บทความนี้สนับสนุนโดย Siam Discovery @SaimDiscovery



ขวัญจบจิตรกรรมฯ ศิลปากร แต่ทำศิลปนิพนธ์เรื่องสตรีทอาร์ต ซึ่งปกติเห็นนักศึกษาที่นี่เขาชอบทำงานจบเรื่องศาสนา จิตวิญญาณกัน เราเลยแปลกใจมากที่เดี๋ยวนี้จิตรกรรมศิลปากรเค้าให้ทำเรื่องสตรีทอาร์ตเป็นศิลปนิพนธ์ได้ด้วย
ก็ไม่เชิงค่ะ แต่จริงๆ อาจารย์ที่ปรึกษาที่หนูเลือกเขาก็ทำกราฟฟิตี้อยู่ แต่เพราะหนูเรียนเพ้นท์ติ้ง แล้วอาจารย์ที่เหลือก็จะชอบเพ้นท์ติ้ง ก็อยากจะให้งานมันจบมาในรูปแบบของเพ้นท์ติ้ง แล้วเวลาหนูส่งงานเป็นบล็อกที่หนูเอามาทำแล้วเอามาใส่กรอบ หรือส่งพวก document (ภาพถ่ายและวิดีโอบันทึกขั้นตอนการทำงาน) หรืออะไรก็ตาม อาจารย์ก็จะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ค่ะ ก็จะถามว่าเมื่อไหร่จะเพ้นท์ หรือถามว่าไปเพ้นท์มั้ยอะไรประมาณนี้

งานที่ขวัญทำเป็นงาน abstract ที่เกิดจากการ crop บางส่วนของงานกราฟฟิตี้สีสเปรย์ที่ถูกมองว่าเลอะเทอะตามกำแพง แล้วเอามาเพ้นต์ลงเฟรมแล้วใส่กรอบให้มันดูหรูดูแพง อันนี้มีวิธีคิดอย่างไรครับ
มันมีโปรเจคต์นึงตอนประมาณปี 3 ค่ะ หัวข้อที่ทำคือเรื่องอารมณ์ความรู้สึก หนูก็นั่งมองกำแพงนี้แล้วหนูก็สงสัยว่าไอ้การกระทำที่มันลงไปบนกำแพงมันคือการใช้สเปรย์ที่ฉับพลันมาก เวลาที่เขาเขียนอะไรลงไปแปลว่ามันต้องรวดเร็วมาก เช่นพวก ‘ทิพย์รักบอย’ ที่เขาอาจจะรักจริงๆ ก็ได้ หนูแค่คิดว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น เขาต้องการระบายอารมณ์ออกมาหรือเปล่า และหนูคิดว่านั่นล่ะคืออารมณ์ความรู้สึกเพราะมันถูกบันทึกด้วยสเปรย์ที่ฉับไวมาก

หนูเลยทำเรื่องนี้ พอเพ้นต์เสร็จแล้วถ้าจะเอาเข้าแกลเลอรี่ก็จะใส่กรอบทอง ไอ้การใส่กรอบทองของหนูเพราะคิดว่าทองมันดูปลอมๆ เหมือนพวกเด็กแว้นที่เขาชอบใส่ทอง หนูคิดว่าการที่เขาใส่แบบนั้นมันทำให้ดู high ขึ้นสำหรับพวกเขา หนูก็เลยเอาความเป็นกรอบทองในคอนเซ็ปต์ตรงนี้มาใส่ในงาน



ตัวงานเพ้นท์ด้วยสีน้ำมันหรือใช้สเปรย์พ่น
สีน้ำมันเลยค่ะ หนูก็ถ่ายรูปมาจากสถานที่จริงแล้วก๊อปปี้ออกมาเป็นภาพเขียน เป็นพู่กันเพ้นท์ลอกเลียนให้มันเหมือนเป็นสเปรย์ค่ะ ที่หนูทำแบบนั้นเพราะอาจารย์บอกว่าการเพ้นท์คือศิลปะที่มีคุณค่า มันคือการที่ใช้เวลาประนีประนอม มันตรงกันข้ามกับที่เค้าทำสเปรย์ที่มันอยู่ข้างถนน เพราะสเปรย์ข้างถนนมันฉาบฉวย เพราะมันดูรวดเร็วฉับพลันมันเลยถูกมองว่าฉาบฉวย และเพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าใครทำแล้วทำไปทำไม ดังนั้นเมื่อหนูเอามันเข้ามาในแกลลอรี่หนูก็ทำตรงข้ามไปเลย คือเอามันมาเพ้นต์ใหม่ด้วยสีน้ำมันที่ใช้เวลาประนีประนอม ก็คือหนูยกให้มันมีคุณค่าแบบที่เขาอยากให้เป็นด้วยการเพ้นท์งานข้างถนนด้วยสีน้ำมัน ทำให้ให้มันตรงข้ามกับที่อยู่ข้างถนน

ก็กลายเป็นงาน abstract ที่มีความเสียดสีเรื่องชนชั้นของงานศิลปะ
เป็นการประชดประชันระหว่าง high art กับ low art และเรื่องงานที่อยู่ในสถานที่ๆ ต่างกัน การมองงานก็ต่างกัน ตัวบุคคลที่เสพงานก็ต่างกัน หนูคิดว่าอันนี้มันเกิดความน่าสนใจมากกว่าเดิม เพราะมันมีการย้ายที่ไปมา ทำให้มันซับซ้อนมากขึ้น พอหนู crop งานที่มันอยู่บนกำแพง แล้วทำให้มันกลายเป็นภาพ abstract พอเข้ามาอยู่ในแกลลอรี่ คนที่มีความรู้ทางศิลปะเขาก็เข้าใจได้ว่างานมันเป็น abstract ก็ถูกมองว่ามีคุณค่าทางศิลปะ ทั้งที่แต่เดิมมันคือข้างถนนที่ไม่มีคุณค่า มันยืนยันได้ว่ามันไม่มีคุณค่า มีคนด่าว่ามันสกปรก แล้วงานก็ไม่ได้บอกว่าฉันรู้สึกอะไร คือเราอาจบอกว่าเรารู้สึกแต่เมื่อเวลามันผ่านไปมันก็บันทึกไม่ได้อยู่ดีว่ามันรู้สึกแบบนั้นจริงรึเปล่า


 

อย่างงาน Siam Discovery บริเวณที่ขวัญเลือกเจาะออกไปทำงาน ขวัญดูจากอะไรบ้าง
ดูจากองค์ประกอบสีรวมๆ ก็คือเอากรอบไปลอง ไปดราฟดูก่อนว่าพ่นแล้วรูปข้างในมันจะสวยรึเปล่า หนูก็จะอิงหลักองค์ประกอบเลย เส้น สี น้ำหนัก ก็จะดูองค์ประกอบเป็นหลัก

รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้ทำงานชิ้นนี้
รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้ทำที่ Siam Discovery คนที่นั่นก็สนุกดี เหมือนพอเขาได้เห็นเราทำเขาก็มาแย่งเราทำด้วย แล้วก็มีคนเหยียบบล็อกด้วยเพราะนึกว่าเป็นขยะ ก็สนุกดี

แล้วการที่รู้สึกว่ามีกล้องวงจรปิดสิบกว่าตัวจับตามองมันให้ความรู้สึกยังไง
ก็ได้เห็นตัวเองตอนทำงานว่าเป็นยังไงตลอด ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน บางทีก็ดูงานจากในนั้นว่าตอนนี้มุมสวยรึเปล่าเพราะว่ามันเห็นจากทางอื่น ซึ่งปกติเราก็จะเห็นแค่ทางเดียวที่เรากะ

จากนั้นก็เอางานจาก Siam Discovery ออกไปพ่นกำแพงที่อื่น ความรู้สึกต่างกันยังไง
บ้านที่หนูไปทำหนูขอเขาก่อน เขาก็ให้ทำ แต่บ้านข้างๆ ที่เขามีกล้องวงจรปิดแล้วเขาเห็นในกล้อง เขาเลยเดินออกมาถามว่ามาทำอะไร ก็มีออกมาว่านู่นนี่นั่น แต่หนูไม่ได้ทำบนที่ของเขา หนูมาทำอีกฝั่งนึงและหนูก็ขอเจ้าของที่แล้ว หนูก็ทำไป เขาก็บ่นว่าสกปรกรึเปล่าเนี่ย หนูก็อธิบายไป พอซักพักนึงเขาก็เดินไป พอหนูทำเสร็จเขาก็ถามอีกจะมาลบให้วันไหน จะมาทับวันไหนเนี่ย หนูก็เลยบอกว่า อ้าว ไหนพี่บอกว่ายังไงก็ต้องมีคนมาทาสีตึกใหม่อยู่แล้ว ก็เดี๋ยวเค้าก็มาทาอยู่ดี



มันเป็นของบ้านอื่น แล้วเขามาเกี่ยวอะไร
หนูก็ไม่รู้ หนูว่าเขาคงเป็นคนแบบสำรวจแถวนั้นล่ะมั้ง เขามีกล้องวงจรปิดอยู่ คงเหมือนมาจากอีกฝั่งนึง

มักจะมีหนึ่งคนประเภทนี้ในทุกละแวกบ้านเสมอเลยนะ
มันก็เป็นความท้าทายของศิลปินสตรีทนะ ต้องออกไปแบบมืดๆ แบบพรางตัว แต่ทุกครั้งที่หนูไปทำก็จะเจอคนแบบนี้อย่างน้อยหนึ่งคน ต่อให้เราไปตอนกลางวันเพื่อให้เห็นไปเลยว่าทำงานอะไร ก็ยังมีมาถึงถามว่า เห้ย ทำอะไรเนี่ย คือยังไม่ทันถามหนูก็โดนด่าก่อนตลอดทุกครั้ง มาทำอะไร เป็นโจรรึเปล่า เพราะเวลาแดดมันร้อนหนูก็โพกผ้ากันแดด ก็ต้องถอดบอกว่าใจเย็นๆ ค่ะ หนูก็ค่อยอธิบายว่ามันคืออะไร คือโดนทุกรอบที่ไปเขียนกำแพง คือมันต้องมีซักหนึ่งคน



แต่เราว่าเดี๋ยวนี้บ้านคนเขาก็ open กับพวกสตรีทอาร์ตเยอะขึ้นนะ คงเก็ตกันมากขึ้น
หนูว่าบางทีเขาก็ไม่ได้เก็ตหรอก เช่นหนูเคยไปบ้านหลังนึง เมียไม่ชอบแต่ผัวชอบ แต่ผัวก็จะบอกว่า โถ เธอมันก็ดีกว่าสกปรกนะ คือเขาจะเปรียบเทียบว่าอย่างน้อยมันก็ดีกว่าปล่อยกำแพงสกปรก มันทำให้เค้ารู้สึกว่า เออ ทำก็ได้วะ อาจจะไม่ชอบหรอก แต่ถ้าสกปรกมันก็ไม่สวยอยู่ดี

คิดว่าทำไมคนถึงชอบขีดเขียนกำแพงตามที่ต่างๆ
หนูว่าคงเหมือนอยากจะบอกอะไรลักอย่างกับใครซักคน แต่หนูก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องบอก อย่างเด็กช่างที่พ่นเป็นบล็อคชื่อโรงเรียนก็อยากประกาศศักดา ประกาศความยิ่งใหญ่ของฉัน ส่วนในห้องน้ำจะเป็นแบบคนเหงาไง เขียนเบอร์เผื่อว่าวันนึงฟลุ๊คมีคนโทรมา หรืออาจจะคิดว่าฮาๆ แกล้งเพื่อนอะไรแบบนี้ หนูคิดว่ามันแล้วแต่ว่าตอนนั้นเค้าเข้าห้องน้ำแล้วเค้าคิดอะไรอยู่

ไม่ลองทำงานขยายใหญ่ๆ เช่นขนาดสูงสี่เมตรบ้างล่ะ
ถ้าสี่เมตรก็เพ้นท์เป็นเดือน แต่ถ้าว่างหนูก็ทำได้ แต่แบบนั้นก็ต้องใช้งบเยอะด้วย ทั้งผ้าใบ สี เฟรม กรอบ

เป็นปัญหาของศิลปินจริงๆ เลยนะงบเนี่ย สีส่วนใหญ่จะแพง แต่ศิลปินส่วนใหญ่จะจน
ใช่ หนูเคยส่งงานกับอาจารย์แล้วหนูก็เซ็ตงานเหมือนเป็นฉบับย่อให้เขาดู เขาก็ถามว่าทำไมคุณไม่ทำแบบอลังการเซ็ทแบบเต็มที่เหมือนคุณแสดงงานจริงไปเลย หนูก็เลยบอกอาจารย์ว่าทุกครั้งที่หนูติดตั้งงานเนี่ย หนูใช้งบประมาณสองพันบาทขึ้น แล้วถ้าเกิดหนูจะต้องเซ็ตแบบเต็มที่ก็อาจจะห้าพันอย่างต่ำก็ได้ แต่คือหนูต้องส่งงานทั้งหมดสี่ครั้ง นั่นมันก็สองหมื่นแล้ว หนูเลยถามเขา ว่าแล้วหนูต้องเอางบมาจากตัวหนูเอง ซึ่งหนูแค่ส่งเพื่อเอาเกรด มันไม่ได้มีผลกับชีวิตจริงของหนู คืองานนั้นมันไม่ได้ถูกนำไปไว้ในแกลลอรี่หรืออะไร ก็แค่ส่งงานให้ผ่านไป คือถ้าบ้านหนูรวยหนูก็ทำ แต่นี่หนูต้องหาเงินเพื่อมาเซ็ตงานเพื่อเอาเกรด หนูก็ทำแบบย่อยๆ เพื่อให้อาจารย์เข้าใจแล้วอาจารย์ก็ไปดูตอนหนูแสดงงาน แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาดูซักคนเลย



หมายถึงอาจารย์เขาไม่ไปตรวจงานข้างนอกเหรอครับ
ใช่ค่ะ เขาก็ไม่ได้มาดู แล้วเขาก็ไม่ได้มาสนใจว่าในชีวิตจริงของหนูจะเป็นยังไง เขาก็ตรวจแค่ตรงนั้น (ในชั้นเรียน) เชิญมาดูงานก็ไม่มา ว่างบ้างไม่ว่างบ้าง เขาบอกเดี๋ยวมาดูทีหลัง แต่ก็มีอาจารย์ที่ปรึกษาหนูมาดู แต่อาจารย์ท่านอื่นไม่มาดู แต่จะมีอาจารย์ที่เป็นศิลปินแห่งชาติเวลาที่เขาตรวจงานหนู คืองานเขาก็เป็นงานแบบ abstract เหมือนกัน แต่หนูคิดว่าความเป็นนามธรรมมันไม่ได้พิเศษอะไรมาก ถ้าเขาบอกว่าตอนทำเขาทำด้วยความรู้สึก แต่ก็อย่างที่หนูบอกว่ามันบันทึกไม่ได้ แล้วงานหนูมันก็มาจากงาน abstract ข้างถนน ทำไมเขาถึงถามหนูว่าไม่เห็นจะสวยเลย ชอบหรอ ก็ในเมื่องานมันก็เป็นนามธรรมเหมือนกับงานเขา มันจะต่างอะไรกับงานเขา แค่มันมาข้างถนน แล้วหนูก็ทำให้มันมีประโยชน์ต่อผู้อื่นมากกว่างานศิลปะที่อยู่บนผ้าใบที่อาจจะไม่ได้เกิดประโยชน์กับใครเลยด้วยซ้ำ 

โห…อันนี้ลงได้ใช่มั้ย
ลงได้แหละ ที่หนูพูดไม่ได้บอกว่างานหนูดีกว่า หรือมีประโยชน์กว่า แต่หนูคิดว่าอย่างน้อยทำแล้วเกิดประโยชน์กับปู้อื่นไม่มากก็น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลยค่ะ


Siam Discovery “Discovery Street Culture”
จัดแสดงระหว่างวันที่ 10-31 มีนาคมนี้
เวลา 10.00-21.00
ที่ชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี่ (BTS สยาม)

facebook.com/SiamDiscovery