12 Aug 17
 

12 Aug 17 / Third Worldสังคมไทยมันดราม่า… แต่แม่ไม่จำเป็นต้องดราม่าตามสังคมไทย

by แม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจทมิฬ


ทุกๆ ปีพอถึงช่วยวันแม่และวันพ่อ กระทู้เรื่องกิจกรรมวันแม่ (และวันพ่อ) ที่โรงเรียนก็จะติดกระทู้ฮ็อตฮิตประจำพันทิพ ครอบครัวที่ไม่ได้มีตัวละครตามมาตรฐานสังคมก็จะเริ่มโอดครวญต่อต้านกิจกรรมเรียกน้ำตา ตั้งแต่การฉายวีดิทัศน์ที่เรื่องราวความเสียสละของแม่ (หรือพ่อ) ที่ภาพชัดตามมีตามเกิดตามแต่งบระบบโสตทัศนศึกษาของโรงเรียน แต่ดังมากแน่ๆ คือเสียงร้องไห้ และเสียงคนพากษ์ร้อง “แม่จ๋าาาาาาาาาาา” ที่ต้องดังระดับแม็กซ์เอ๊าท์วอลุ่มเครื่องเสียง จบด้วยการคลานเข้าไปกราบและมอบพวงมาลัยดอกมะลิให้กับแม่ของนักเรียน “ดีเด่น”  ที่เลือกมาเป็นตัวแทนของนักเรียนทั้งชั้นปี

1438781533-image-o

กิจกรรมที่ทางกระทรวงศึกษาฯ และโรงเรียนอ้างว่าช่วยส่งเสริมความกตัญญูและความรักความผู้พันระหว่างครอบครัว กลายมาเป็นหนามทิ่มแทงหัวใจเด็กน้อยๆ ที่ไม่มีแม่หรือพ่อ เป็นกระทู้โอดครวญบนเว็บบอร์ดต่างๆ ตามด้วยการรณรงค์ให้เลิกกิจกรรมทำร้ายจิตใจ เอาจริงๆ มันก็ควรจะเลิกนั่นแหละ เหมือนกับที่เราคิดว่าควรเลิกกิจกรรมสวดมนตร์ เพราะกูก็เป็นอิสลาม มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย ลองนึกๆ ว่าเราเรียน 12 ปี ตั้งแต่ ป 1-ม 6 คิดซะว่าปีหนึ่งเราไปเรียน 8 เดือน สมมุติว่าเดือนละ 20 วัน เท่ากับเราไปเรียนปีละ 160 วัน คูณ 12 ปี เท่ากับเราไปเรียนประมาณ 1920 วัน  ถ้าสวดมนต์เช้าวันละหนึ่งนาที (ไม่รวมแผ่เมตตา และไม่รวมสวดมนต์วันศุกร์  20 นาทีที่รร. เก่า) แปลว่า เด็กอิสลามที่เรียนในรร. สามัญคนหนึ่ง จะต้องใช้เวลาไปกับการยืนเฉยๆ ฟังเพื่อนสวดมนต์ 32 ชม. ตลอดชีวิตการเป็นนักเรียน โอ้ มาย อัลลาห์ ธีส พีเพิ่ล อาร์ เวสติ้ง มาย แดมน์ ไทม์! 

อ๊ะ! แต่เราไม่ได้บอกว่ามันไม่มีข้อดี การต้องมาใช้เวลา 32  ชม. ทั้งชีวิตฟังเพื่อสวดมนต์ มันคือการเตรียมพร้อมเราให้เข้าใจว่า เราอยู่บนสังคมที่มักจะใช้มติ “คนส่วนใหญ่” ตัดสินความชอบธรรมของการกระทำ โดยไม่เข้าใจว่าหลายๆ ครั้ง ความชอบธรรมไม่ได้เท่ากับความอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นๆ ได้อย่างไร พอดีเราชอบคิดเลขและเราคิดว่าคณิตศาสตร์แก้ปัญหาโลกได้ถ้าคุณเอามันมารวมกับมนุษยวิทยา เราคิดว่า สมมุติว่าคน 100 คนโอเคกับการมีกิจกรรมวันแม่/ วันพ่อแบบนี้ แต่มีเด็กที่ไม่มีพ่อแม่สัก 5 ครอบครัว ที่จะปวดร้าวระทมที่ต้องถูกตอกย้ำถึงครอบครัว “ที่สังคมมองว่า” ไม่สมบูรณ์ของตัวเอง 95 ต่อ 5 แน่นอน มติคนหมู่มากต้องมา แต่เราคิดใหม่ได้ไหม ว่าถ้าไม่มีกิจกรรมวันแม่วันพ่อแบบนี้ 95 ครอบครัวที่มีพร้อมพ่อแม่ จะมีปัญหาทางจิตใจอะไรไหม? คือมันก็ไม่น่าจะมีหรือเปล่าวะ? แต่การมีกิจกรรมนี้มันสร้างผลกระทบทางจิดใจให้กับอีก 5 ครอบครัวมากกว่าการที่การไม่มีกิจกรรมนี้ จะมีผลอะไรกับ 95  ครอบครัวไง คือ ถ้าคุณคิดว่าครอบครัวคุณสมบูรณ์อยู่แล้ว เลี้ยงกันดี มีเพียบพร้อม ไม่ต้องมานั่งฟังนิทานวิทยุเรื่องความเสียสละพ่อแม่ ตามด้วยเพลงอิ่มอุ่นและค่าน้ำนมเรียกน้ำตา ตอนรับมอบพวงมาลัยก็ได้ไหม?  เอาจริงๆ นี่ปีนี้อีลูกยังไม่เอาดอกมะลิมาให้เลย นี่ก็ว่าจะไม่ทวง กลัวมันเรียกคืนเยอะพอถึงวันเกิดมัน

เรื่องของเรื่องคือเราเปลี่ยนสังคมได้ยากมาก นี่อยู่มาเกินหนึ่งในสามศตวรรษแล้วก็ยังไม่เห็นว่ากิจกรรมอะไรแบบนี้ที่มันไม่ได้สร้างประโยชน์กับ “คนที่แตกต่าง” มันจะหายไปไหน เมื่อเราเปลี่ยนสังคมได้ยาก เราก็หันมาเปลี่ยนวิธีคิดดีกว่า ก่อนอื่น คุณต้องเลิกจับลูกคุณมาเป็นตัวละครในดราม่าสังคมเรื่องกิจกรรมวันแม่ / วันพ่อ และเลิกคิดว่าครอบครัวที่ไม่มีครบทั้งพ่อและแม่เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่คนไร้สมองโลกแคบบางคนในสังคมคิด และถ้าคุณเองคิดแบบนั้น ลูกคุณก็จะคิดแบบนั้น มันก็จะทำให้เด็กสงสารตัวเอง คุณต้องเลี้ยงลูกให้ตลกและมีอารมณ์ขันร้าย เพราะตลกร้ายคือยาถอนพิษดราม่า เมื่อเรามองทุกอย่างจากมุมมองตลกร้าย เราก็จะไม่ดราม่า เรากล้าพูดเพราะว่าเราได้ทำการทดลองกับชีลูกของตัวเอง เด็กที่มีพ่อก็เหมือนไม่มี (คำต้องห้ามสำหรับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว มันทำร้ายจิตใจเด็ก แต่นี่ใช้กันตลอด)

ชีลูก (นามสมมุติ) ไม่ใช่นักเรียนดีเด่น ก็โชคดีไป แม่ไม่เคยถูกเชิญไปรับพวงมาลัย คนทั้งโรงเรียนก็รู้ดีว่านางไม่มีพ่อ (คือมีแหละ แต่ไม่มีตัวตนในชีวิตประจำวันไง) พอถึงกิจกรรมวันพ่อ นางก็จะชอบกลับมาเล่าว่านางต้องกลั้นหัวเราะเวลาเห็นเพื่อนร้องไห้ฟูมฟาย (แต่วันแม่มันเองก็ร้องนะ) ตอนป. 4 นางกลับมาพร้อมกับเรียงความรองชนะเลิศการประกวดเรียงความหัวข้อ “ความรู้สึกที่ฉันมีต่อพ่อ” นางเขียนดีมาก อ่านแล้วซึ้งมาก พ่อ (ที่ไม่มีตัวตน) ทำอะไรหลายอย่างเพื่อนาง ทำงานหนัก พ่อรักนางมาก นี่คนทั้งบ้านตา ยาย ลุง น้า ป้ากะเทย มาล้อมวงอ่านจนจบและคอมเม้นต์ว่า

“เออ เหมาะจะเป็นนักเขียนนิยายนะ คงเป็นนักข่าวอย่างแม่แกไม่ได้ เพราะที่เขียนนี่ไม่มีความจริงสักตัว” 

ปีก่อนนางอยู่ป 5 โรงเรียนเอาพระมาเทศน์วันพ่อ (อีกละ เกี่ยวไรกับเด็กแขก?) พระอาจารย์ขอตัวแทนนักเรียนขึ้นมากล่าวความรู้สึกที่มีต่อพ่อ ครูประจำชั้นดันนาง (เด็กแขกที่ไม่มีพ่อ) ขึ้นไปเป็นตัวแทน แน่นอนว่าลูกสาวดิฉันพูดได้ฉาดฉาน คล่องแคล่ว ถึงความรู้สึกต่อพ่อผู้ทำงานหนักส่งเสียมันเรียน พ่อดุหนูบ้าง แต่หนูรู้ว่าพ่อดุเพราะพ่อรัก… คืออีโรงเรียนบ้านี่ส่งลูกกูไปมุสาต่อหน้าพระชัดๆ

เอาจริงๆ นางก็เคยถูกล้อเลียน กระแนะกระแหนตามประสาเด็ก (คือเด็กลูกคนอื่น ที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน) เคยมีเด็กคนหนึ่ง มาบอกนางว่า เราสงสารเธอจัง เพราะพ่อแม่เธอตั้งใจให้เธอเป็นเด็กกำพร้า… มันช่างเป็นฉากดราม่าเรียกน้ำตา ถ้านี่คือหนังเรื่องแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ้งฟริ้ง แต่พอดีเราคือตัวละครในแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจทมิฬ ชีลูกที่รับตะขาบความร้ายกาจไปเต็มๆ จึงสะบัดบ๊อบ เอียงคอไปตอบเบาๆ ว่า

“แต่เราไม่ได้กำพร้า เพราะพ่อเรายังไม่ตาย แค่อยู่ไหนไม่รู้”

แล้วนางก็ก้มหน้าเล่น ROV ต่อไป


สุขสันต์วันแม่ ทั้งแม่ที่เป็นพ่อ และพ่อทุกคนที่ทำหน้าที่แม่ด้วย! ขอให้ความดราม่าจงไม่บังเกิดแก่ท่าน