05 Jul 16
 

05 Jul 16 / adminทำไมเพลง ONE NIGHT IN BANGKOK จึง RACIST?

บางกอกคืนเดียวก็เสียวได้

“We are the world. We are the Asians”


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีสิ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในโลกสิ่งหนึ่งชื่อว่า “ปากผดุงคุณธรรม” (Politically Correctness หรือชื่อย่อ PC) ได้มีเพลงๆ หนึ่ง แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบละครเวที เพลงนั้นมีชื่อว่า “One Night in Bangkok” โดยเนื้อเพลงเปรียบเปรยชีวิตเมืองบางกอกยามราตรีกับเกมส์หมากรุก หยอกเย้ากับความใจกว้างของสาวๆ ในเมืองนี้ ทั้งแบบที่มีมดลูกและไม่มี อย่างสนุกสนานไร้ PC จนกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับ 3 ในอเมริกา และกลายเป็นเพลงเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ที่ดังที่สุดจนถึงบัดนี้

ต่อมาในยุค 90s ความ PC ถูกพูดถึงมากขึ้น ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมลดความกระทบกระทั่งกันได้ เรากลับไปดูกันอีกครั้ง ว่าเพลง “บางกอกคืนเดียวก็เสียวได้” เพลงนี้ นี้พูดถึงกรุงเทพฯว่าอย่างไรบ้าง เอาแค่ท่อนฮุคพอ แต่ไม่ได้แปลแบบตรงตัวเด๊ะๆ นะ เอาแบบใจความ

“One night in Bankok and the worlds’s your oyster
The bars are temples but the pearls ain’t free
You’ll find a god in every golden cloister
And if you’re lucky then the god’s a she
I can feel an angel sliding up to me”


คืนเดียวในบางกอก จะทำให้คุณเป็นเจ้าโลกา
บาร์คือโบสถ์แต่ความโสดสดไม่ฟรี
คุณจะเจอพระเจ้าในทุกวิหารสีทองอร่ามตา
หากฟ้าประธานพระเจ้าของคุณจะเป็นสตรี
เทวีตัวน้อยสอดกายเข้ามาในตัวฉันนี้

“One night in Bangkok makes a hard man humble
Not much between despair and ecstasy
One night in Bangkok and the tough guys tumble
Can’t be too careful with your company
I can feel the Devil walking next to me”

คืนเดียวในบางกอก ที่ว่าแน่ยังต้องสยบ
บอกได้ไม่ครบว่าโศกสลดหรือปรีดี

คืนเดียวในบางกอก ที่ว่าอึดยังต้องสลบ
ความชื่นมื่นที่พบข้างกายต้องระวังไว้ให้ดี

ฉันรู้สึกเหมือนภูติร้ายเดินขนาบทุกนาที

อนึ่ง เราติดต่อ Murray Head นักร้องเพลงนี้ จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อล่าแม่มด แต่เพื่อถามถึงมุมมองที่คนแต่งเพลงมีต่อกรุงเทพฯ ในยุคที่ political correctness ยังไม่แพร่หลายอย่างในช่วงยุค 80s ว่าสังคมในยุคนั้นตอบรับกับเพลงนี้อย่างไร แต่ไม่ได้รับการตอบกลับจากตัวศิลปิน

เราเลยไปคุยกับ จุฑาธร ประวัติยากูร Associate Scholar มหาวิทยาลัย Harvard ที่ศึกษาเรื่องสิทธิโสเภณีและความหลากหลายทางเพศ ให้เธอลองฟังเพลงนี้อีกทีว่าคิดเห็นอย่างไร เธอตอบกลับมาเป็นบทความดังนี้



Let them eat rice


ทำไมเราถึงไม่ควรสนับสนุนเพลง One night in Bangkok
โดย จุฑาธร ประวัติยากูร

เริ่มจากมิวสิควีดีโอที่สร้างมาเหมือนไม่ได้ทำการบ้านเรื่องเมืองไทยเลยแต่พยายามจะเสนอภาพความเป็นไทย’ (ซึ่งอันนี้ต้องถกเถียงกันยาวต่ออีก ว่าความเป็นไทยคืออะไรและมีอยู่จริงหรือไม่?) แต่เสนอมาด้วยภาพเหมารวมแบบผิดๆ เช่น นางเอก MV เป็นผู้หญิงหน้าตาตะวันตกใส่ชุดกึ่งจีนกึ่งเวียดนาม ตัวแสดงอื่นๆ มาในลักษณะใส่งอบพร้อมชุดจีน กินอาหารด้วยตะเกียบ ผู้ชายไทยแก้ผ้าท่อนบนตัวมอมแมม มู่ลี่ห้องแบบเอเชียตะวันออก

มิวสิคว่าแย่แล้ว ถ้าดูเนื้อเพลงแบบละเอียดยิ่งน่าถอนหายใจยาวๆ ไปกันใหญ่ เนื้อเพลงมีปัญหาเรื่องการเหมารวมกรุงเทพอย่างชัดเจน ว่าเป็นดินแดน Exotic (แปลกประหลาดน่าพิศวง) โดยมีนัยยะหลักๆ เรื่องผู้หญิงบาร์ วัด อาบอบนวด การค้าบริการทางเพศ การตีตรากะเทยกับการขายบริการทางเพศ

นี่คือปัญหาการเหมารวมแบบ Eurocentric (การเอาคนขาวเป็นศูนย์กลางที่เหนือกว่าชาติพันธุ์อื่น) และ exoticize (สร้างความแปลกประหลาด) ให้แก่ชนชาติอื่นๆ ที่นอกเหนืออเมริกาและยุโรป (หากสนใจหัวข้อนี้ให้หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง Orientalism ของ Edward Said)  ซึ่งหลายคนวิเคราะห์ว่าการสร้างภาพ exotic ให้ชนชาติอื่นก็เพื่อสร้างปมผู้เหนือกว่า (superiority complex) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม และวิธีคิดแบบนี้ก็ตกทอดยาวมาถึงยุคปัจจุบัน แต่มาในรูปแบบการล่าอาณานิคมใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบของวัฒนธรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และทุกสิ่งอย่าง 

บทความนี้ไม่ได้ชี้แนะสร้างกระแสชาตินิยมแต่อย่างใด เพราะไม่เกี่ยวกับความเป็นชาตินิยม แต่เราอยากเสนอว่ามันสมควรแล้วเหรอ ที่มีเพลงสากลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ที่โด่งดังชนิดที่ว่าถ้าถามคนทั่วโลกถึงเพลงเกี่ยวกับเมืองไทย ชาวต่างชาติจำนวนมากจะนึกถึงเพลงนี้เป็นเพลงแรก แต่ดันเป็นเพลงที่มีเนื้อหาดูถูกผู้หญิงไทยเหมือนเป็นสินค้าบริการ สร้างภาพกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าตื่นเต้นพิศวง จากความด้อยกว่าและล้าหลัง เรียกง่ายๆ ว่าวิธีคิดและเพลงแบบนี้แหละที่ยัดเยียดความเป็น third world ให้ชนชาติที่ไม่ใช่คนขาวอย่างแท้จริง โดยที่คนแต่งเพลงไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสังคม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

–จบ–


เราเองก็ไม่อยากจะโทษไรคนแต่งเขามากหรอก เพราะถือว่ายุคนั้นแนวความคิดของผู้คนเรื่อง “ปากคุณธรรม” ยังไม่ซีเรียสเท่าตอนนี้ (ที่บางทีก็ซีเรียสเว่อร์) เขาก็คงแต่งเอามันส์ และในประเป๋าเสื้อมีการ์ด “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เสียบรอไว้แล้ว

แต่ต่อให้เนื้อเพลงไม่พูดถึงเมืองไทย เราก็คิดว่ามันเป็นเพลงป๊อปที่ห่วยอยู่ดี มันเป็นเพลงที่ก้ำกึ่งไปเสียทุกอย่าง นิวเวฟมึงก็จะเอา ฟังก์มึงก็อยากได้ แร็ปเขากำลังฮิตกูก็อยากทำ ผลที่ได้คือไม่มีอะไรหนักแน่นสักอย่างยกเว้น bassline

เป็นเรื่องน่าน้อยใจนัก ที่ปารีส ลอนดอน โตเกียว เซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก มีเพลงเขียนถึงเป็นร้อยเป็นพัน ชื่นชมความงาม ความยุ่งเหยิง แม่น้ำ ผู้คน แต่ของกรุงเทพฯ เราดันมีเด่นอยู่แค่เเพลงนี้ที่อายุ 32 ปีแล้ว เราคิดว่าหนึ่งเหตุที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีใครแต่งเพลงให้ เพราะมันไม่ใช่เมืองที่โรแมนติก กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คึกคัก บ้าพลัง สับสนอลหม่าน แต่มันไม่ใช่เมืองซึ้งๆ เพราะมันไม่ร่มรื่นพอ และความโรแมนติกส่วนใหญ่ มักเกิดจากความเรียบง่ายระดับพื้นดิน ไม่ใช่ยอดตึก ไม่ใช่ในห้าง ไม่ต้องเสียตังค์

ลองคิดดูแล้วกันว่านอกจากย่านริมน้ำแล้ว กรุงเทพฯ มีที่ไหนให้เดินจูงมือกันแหววๆ อีก อุดมสุข? พระโขนง? สะพานควาย? ลาดพร้าว? เดินจูงกันไปสิ แต่เดี๋ยวทุกห้านาทีก็ต้องปล่อย เพราะมอเตอร์ไซค์มันขี่ขึ้นมาบนฟุตบาธ