05 Feb 17
 

05 Feb 17 / Third WorldDrunk Interview: การเป็นกะเทยมีชื่อเสียง ทำให้ได้ผู้ชายง่ายขึ้นไหม?

เวลาเราติดต่อขอสัมภาษณ์ดารา ค่ายเขาไม่ค่อยให้เราหรอก เพราะชื่อเว็บเราดูไม่ดี ชิส์! หารู้ไม่ว่าเว็บเราไฮโซอ่านกันตึม (อันนี้ไม่ได้เคลม ไปถามไฮโซได้)  นี่แหละ ทำเว็บอินดี้บางทีมันก็ยากๆ หน่อย แต่โชคดีที่บางทีเราก็เจอคนดังตอนเราเมาๆ แล้วเขาก็ใจดีให้เราสัมภาษณ์

อันนี้เป็นสัมภาษณ์ ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร ตอนตีสาม ที่บาร์ after hour แห่งหนึ่งย่านสาธร สัมภาษณ์นี้ตั้งแต่ตอนต้นเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่มีภาษาฮาร์ดคอร์ เราจึงอยากรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อเอาขึ้นเว็บ เป็นสัมภาษณ์ที่ real มาก คนจริงมาก



คนชอบคิดว่าการที่เป็นกระเทยตัวเจ้ ย่อมมีเด็กรายล้อม ป๋อมแป๋มเองก็เป็นกะเทยที่มีชื่อเสียง มันทำให้มีคนเข้ามาหาเยอะขึ้นหรือเปล่า
เข้าหาในลักษณะไหนล่ะ? เราต้องคำนึงอย่างนึง ว่าคนที่มาเข้าหาเรา เขาเรียกเราว่า (ลากเสียง) “คุณแม่…” หรือ “คุณยายยย” แล้วด้วย wording ของคำว่า “คุณแม่” หรือ “คุณยาย” เราไม่มีพื้นที่ของเรื่องการโดนเย็ดอยู่ตรงนั้น เพราะเราย่อมไม่เย็ดแม่ และเราย่อมไม่เย็ดยายของเรา คือเราไม่ใช่กระเทยสายสดใส sexually น่ะ เราเป็นกะเทยสายตลกที่คนรุ่นหลังหรือกะเทยรุ่นน้องเขามองเราเป็นผู้ใหญ่ คนที่เข้ามาหาหรือที่เข้ามาไหว้ เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศกับเรา ดังนั้น ถ้าถามว่าการเป็นกะเทยมีชื่อเสียงอย่างเรา ทำให้ได้ผู้ชายเยอะขึ้นหรือเปล่า? เราได้รู้จักคนเก่งๆ เจ๋งๆ คูลๆ เยอะขึ้น แต่เราเจอคนที่จะมาเย็ดเราน้อยกว่าเดิม (เสียงต่ำ) มากกกก

รู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงเมื่อไหร่
ช่วงสักสองสามเดือนหลังรายการ [เทยเที่ยวไทย] ออกใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่า เออ คนรู้จักเราเยอะ แต่ธรรมชาติเราเวลาอยู่กับเพื่อนกับฝูงหรืออยู่กับผู้ชาย เราก็ไม่ได้กะเทยขนาดในทีวี

ในทีวีใช้เลเวลกะเทยเบอร์ไหน
สมุติว่ามันเต็ม 10 เราว่าเราคง 15 คือเราก็ยอมรับตัวเองว่าเป็นตุ๊ดนะ เราก็ไม่ได้เก๊กบอย แต่สมมุติเราอยู่กับผู้ชาย เราจะมีวิธีในการที่เราจะเก๊กบอยเพื่อให้เขารู้สึกไม่กระอักกระอ่วนมากเวลาเขาจะเอาเรา เพราะเขาไม่รู้ว่าจริงๆ เราเป็นยังไง เพราะเวลาเราอยู่ในทีวีอ่ะ เรากะเทยกว่าที่เราเป็นประมาณ 30-40%

เพราะอะไร
ก็ไม่ได้เพราะอะไรหรอก แต่เรารู้ว่าเวลาเราทำงาน จุดประสงค์เราคือเอ็นเตอร์เทนคน การทำงานมันไม่มีความจำเป็นต้องมาเก๊กบอยเพื่อให้ได้ควยไง ฉะนั้น อ่ะ ก็สาวไป พอเจอเพื่อนเราก็กัดมัน หากแต่งหญิงได้เราก็แต่ง เพราะจุดประสงค์ในทีวีของเราคือ entertaining people แต่ก่อนหน้าที่เราจะอยู่ในทีวี ถึงเราจะเป็นตุ๊ด แต่เราก็รู้ว่าเวลาเราอยู่กับผู้ชายที่เรากำลังแอ๊วอยู่ เลเวลความเป็นตุ๊ดเราต้องลดลงมา เพื่อให้เขาไม่กระอักกระอ่วนมากเวลาเขาไปแดกข้าวกะเรา แต่เนื่องจากเราอยู่ในทีวี คนจะเหมาว่าเราเป็นเหมือนในทีวี คือแจ๊ดแจ๋ๆ ปากหีๆ แล้วก็…คือยังไงอ่ะ…คนแบบนั้นเห็นแล้วมันไม่เงี่ยนอ่ะ ที่พูดมานี่ไปหาคำสุภาพตอนพิมพ์เอาเองนะ

ในทีวีคือต้องเฟค?
เราก็ไม่เถียงว่าไม่เฟค แต่มันก็เป็นโหมดหนึ่งของเรา แต่เป็นโหมดที่เราเลือกใช้เฉพาะเวลาอยู่ในทีวี แต่พอเราโหมดปกติ เราก็ไม่คิดว่าเราเป็นเวอร์ชั่นขนาดนั้นนะ แต่พอคนคิดไปว่าชีวิตเราคือแบบในทีวี แค่นี้มันก็จบแล้ว จบที่เขาอยากได้อีนี่แค่เป็นแม่หรือเป็นยาย แต่ไม่ได้อยากได้อีนี่เป็นเมีย ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ



ฟังดูเหมือนชื่อเสียงนี่เป็นข้อเสียนะ
การมีชื่อเสียงมันมีหลายรูปแบบ อาชญากรก็มีชื่อเสียง นักแสดง นางแบบ ก็มีชื่อเสียง ชื่อเสียงมันไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่างในโลกนี้ เรามีชื่อเสียงใน position ของเรา ซึ่งเราก็ happy กับชื่อเสียงที่ได้ เพราะเราก็รู้สึกว่าเราก็ invest ชีวิตไปกับตรงนี้ แต่สิ่งที่ได้มามันก็ตามด้วยสิ่งอื่นในบรรทัดเดียวกัน เช่นมึงอยู่เส้นนี้มึงก็ต้องไปเส้นนี้ต่อ ได้อันนี้มา ก็ต้องเสียอันนั้นไป เราเองไม่ได้ตั้งต้นด้วยความคิดแบบนี้ [ว่าจะมีชื่อเสียง] แต่พอมันเกิดขึ้นมันก็ได้เห็นว่า อ้อ มันก็แบบนี้ล่ะวะ ส่วนในเรื่องการจิกผู้ชาย [การมีชื่อเสียง] มันก็ทำให้เราคุยกับเขาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าในแง่ของการได้ผู้ชายไปเป็นผัวเรา พูดเลยว่ามันเป็นข้อเสีย เพราะเขาเห็นเราแค่หนึ่งด้าน แล้วมันเป็นด้านที่ใหญ่ เป็นด้านที่มีความสรุปรวมไปแล้วว่าเราคงเป็นอย่างนั้น คนเขาก็รู้สึกว่าไม่ต้องไปเสี่ยงกับคนแบบนั้นดีกว่า มันเป็นเรื่องความเงี่ยนส่วนบุคคล

เทียบกับคนดังอย่างพลอย เฌอมาลย์ล่ะ
ไม่! จะเทียบอย่างนั้นไม่ได้! คนอย่างพลอย เฌอมาลย์, ชมพู่ อารยา เขามีภาพผู้หญิงดีๆ ถ้าคนไม่กล้าเข้าหา ก็เพราะเขาคิดว่าตัวเขาไม่ดีพอสำหรับผู้หญิงคนนี้ คนที่กล้าเข้าหา [ผู้หญิงอย่างพลอย หรือชมพู่] คือคนที่คิดว่า กูดีพอ กู deserve ผู้หญิงคนนี้ แต่เราไม่ใช่อย่างนั้น เราคือขั้วตรงข้าม มันคนละ league กันอ่ะ

นี่ถ่อมตัวไปไหมอ่ะ
ไม่หรอก เราอยู่ในจุดที่เรามั่นใจในตัวเองมาแล้ว สุดท้ายมันไม่ใช่อ่ะ เอาจริงๆ เราก็ไม่ได้มองว่าตัวเราเป็นคนแย่ เรารู้สึกว่าตัวเราก็มีจุดเจ๋งอยู่ แต่ไอ้จุดเจ๋งของเรามันไม่ได้เอื้อประโยชน์ในการได้ผู้ชายของเราไง อย่างเรารู้สึกว่า ตัวเราเป็นคน witty เป็นคนตลกขบขัน เฟรนด์ลี่ แต่เรื่องเหล่านั้นไปเอื้อประโยชน์ในแง่ที่ว่าเรามีคนอยากเป็นเพื่อนกับเรา อยากมาจ้างงานเรา แต่สิ่งที่ด้อยของเราคือ เราคิดว่าพอเรา project ตัวเองด้านนี้ในทีวี ส่วนที่หายไปคือด้านที่ดูเป็นคนเร้าอารมณ์ทางเพศ

หรือเพราะความรู้สึกว่าคนรู้จักเรา เราเลยไม่กล้าจิกเขา เพราะกลัวจิกไม่ติดแล้วเสียชื่อ
ก็จิกหมดนะ เราไม่ได้มองว่าชื่อเสียงมันเป็นปัญหา คือถ้าเราหมายใครมาก แล้วเราจะใช้ benefit ในการเป็นคนดังไปจิกมันก็ทำได้ไง แต่มันไม่ได้ผลตอบรับแบบนั้นหรอก แล้วตอนนี้ที่วัยเราใกล้สี่สิบ เราก็ไม่ได้ innocent เรื่องความรักเหมือนเด็กอายุ 24 ที่คิดว่าความรักมันคือทุกอย่างในโลก ตอนนี้เราไม่ได้คิดว่าความรักมันคือทุกอย่างของชีวิตน่ะ เพราะมันมีอย่างอื่นมากกว่านั้นแล้ว เช่นมีพ่อแม่ที่ตอนนี้เขาเกษียณแล้ว แล้วกูต้องหาเงินให้เขาอยู่อย่างสุขสบาย มีลูกน้องที่ถ้าเราปิ๋วไป พวกมึงก็ตกงานกันหมด ฉะนั้นเรื่องจิกไม่ได้มันไม่ได้เป็นปัญหาแล้ว จิกแล้วถ้ามันเฟล มันก็แค่เฟลในลักษณะเดียวกับเวลาเราจับโปเกม่อนไม่ได้ หรือตียิมโปเกม่อนแล้วแพ้เขา 



เปลี่ยนหัวข้อดีกว่า ป๋อมแป๋มคิดว่ากะเทยไทยยังต้องสู้เรื่องอะไรอีกบ้าง
เราคิดว่า ตอนนี้เรา fight ในเรื่องกฏหมาย เรื่องสิทธิกันอยู่ ซึ่งกฏหมายแปลว่าตัวเลข กฏเกณฑ์ หรือสถิติ แต่เราต้อง fight ในเรื่องทัศนคติด้านการยอมรับด้วย ยกตัวอย่างปัจจุบันนี้ เวลาเราเห็นผู้หญิงเป็น CEO เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว และกฏหมายที่ให้ผู้หญิงเป็นหัวหน้าคนได้ มันสำเร็จมานานมากแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น สิ่งที่สำเร็จยากกว่าการสร้างกฏหมาย คือการกว่าจะทำให้คนรู้สึกว่าการมีผู้หญิงเป็นนายมันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ผู้หญิงต้องผ่านการไฟท์ทางด้านการยอมรับเยอะมาก

งั้นเราควรจะทำตัวยังไง
เราว่าเราอยู่ในจุดที่เราต้องเลิกพรีเซ็นต์ว่าเรา [เกย์] เป็นคนพิเศษ ว่าแปลกพิเศษ เก่งพิเศษ ฉลาดวิเศษ ถ้าตอนนี้มันเป็นยุค 90s มันก็โอเค เพราะนั่นมันเป็นยุคของการต่อสู้เพื่อสิทธิ มันมีความจำเป็นที่ต้องบอกว่าเรามีดี แต่ตอนนี้มันปี 2016 แล้ว เรื่องเกย์มันเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายขึ้น มันจึงเป็นยุคที่เราต้องบอกทุกคนว่าเราเป็นคนธรรมดา ไม่ต้องพรีเซ็นต์ว่าฉันนี้เป็นคนพิเศษ เก๋ไก๋ สร้างสีสันให้โลก เพราะถ้าเราจะอยู่กับผู้ชายจริง ผู้หญิงแท้อย่างปกติ การที่เรามานั่งบอกว่าเราเก๋กว่า ดีกว่า เริ่ดกว่าเขา มันทำให้เราไม่ได้อยู่พวกเดียวกับเขา การที่คนเราจะยอมรับคนอื่นมันไม่ใช่เพราะว่าเขาเก๋มาก เริ่ดมาก แต่เพราะเขาก็เป็น human being

คิดว่า 20 ปีต่อจากนี้ เรื่องความหลากหลายทางเพศจะเป็นยังไง
โดยส่วนตัวเราว่าเรื่องเพศในไทยตอนนี้ยังเหมือนอยู่ในยุควิคทอเรียนของฝรั่ง (ยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่มากๆ) แต่ เรากำลังเรียนรู้และมันก็จะดีขึ้น เราว่าอีกสักพักมันจะ open มากขึ้น เพราะเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องต่ำ อีก 20 ปี เรื่องเพศจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น ถ้าผู้หญิงเปิดนม คนก็อาจจะเห็นเป็นแค่นมและหัวนมที่ไม่ได้มีนัยยะทางเพศอะไร เหมือนเมืองไทยสมัยก่อนที่ผู้หญิงไทยเดินเปลือยนมเป็นเรื่องปกติ เพราะนมยังไม่ถูก sexualized จนถึงยุคจอมพล ป. พิบูลสงครามที่สั่งห้าม topless แต่ 20 ปีจากนี้จะกลายเป็นยุคไร้เพศเลยหรือเปล่านี่ไม่รู้นะ

นี่หมายถึงเราต้องสร้างเพศแบบใหม่ขึ้นมาหรือเปล่า
เราไม่ต้องสร้างเพศ แต่เราต้องลดความสำคัญทางเพศ ว่าเพศต่างๆ มันไม่ได้อะไรขนาดนั้น ถ้าเราจะคบกับใคร ก็เพราะเรากับเขาเข้ากันได้ เอาจริงๆ การที่ถ้าผู้ชายจะเย็ดตูดกัน ผู้ชายจะอมควยกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ป่าววะ?


คุณป๋อมแป๋มจะมาพูดในช่วง YED Talks ที่ LGBT Film Festival ในหัวข้อ “อย่าเอาความกะเทยเป็นข้ออ้าง” วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคมนี้ ที่ The Bangkok Screening Room (ศาลาแดงซอย 1) โดยงานเดียวกัน มีผู้พูดอีกสองท่าน คือ คุณพอลลีน งามพริ้ง และคุณจอม ภูมิพันธ์

บัตรมีจำนวน 50 ที่นั่งเท่านั้น คลิกที่นี่เพื่อจองบัตร