31 Mar 18
 

31 Mar 18 / Third Worldเราไปงาน Heineken มา แล้วมันดีมาก และบทความนี้เขาไม่ได้จ้างเขียน

แล้วก็ไม่ได้เขียนเพราะหวังว่าไฮเนเก้นจะมาจ้างหรืออะไร เพราะ 15 ปีที่ผ่านมาเขาก็จ้างเราอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดก็งาน YED Talks เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ impress อะไรกับเราเท่าไหร่ แต่ที่อยากเขียนถึง เพราะนี่คืองานที่คนทำ production design คนทำฉากละครเวที คนทำอีเว้นต์และ creative ควรไปดูเป็นกรณีศึกษา มันเป็นงานที่ขีดมาตรฐานการทำอีเว้นต์ในไทยไปสู่เลเวลที่จะเขย่งให้ถึงก็คงได้ แต่ก็เหนื่อยอยู่เหมือนกัน เพราะครีเอทีฟและเงินต้องถึง


Sleep No More


คนที่ชอบละครบรอดเวย์จะชอบงานนี้ มันทำให้เรานึกถึงละคร Sleep No More ที่นิวยอร์ก มันคือละครเวทีที่คนดูจะต้องตามตัวละครเข้าไปในห้องต่างๆ และมีส่วนร่วมกับเรื่องราวและสถานการณ์ของแต่ละห้อง ซึ่งในที่นี้ เรื่องราวของ Henieken แต่ละห้อง ก็คือตำนาน Heineken แต่ละยุค ซึ่งพอดีว่าแบรนด์นี้เขาอยู่มา 145 ปี มีเรื่องเล่าเยอะ มันก็เลยทำอะไรแบบนี้ได้



โชว์ The Star Venture นี้จัดที่โถงชั้นล่างไปรษณีย์กลางบางรัก ที่ปกติจะเป็นโถงโล่งๆ นิยมใช้จัดงานแต่ง แต่คราวนี้ เขาถมโครงสร้าง ตีผนัง กั้นห้องเต็มพื้นที่ เพื่อย่อยอออกเป็นสี่ห้องตามยุคการเดินทางของแบรนด์ แต่ละห้องออกแบบฉากและเสื้อผ้าตามยุค เล่าเรื่องที่มาที่ไปของแบรนด์ คนดูจะใช้เวลาในแต่ละห้องประมาณ 10 นาที การแสดงเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตัวละครเป็นฝรั่ง เล่นดีมั่งไม่ดีมั่ง แต่ก็ไม่เป็นไร เอางี้ดีกว่า สารภาพเลยแล้วกันว่ารายละเอียดโปรดัคชั่นน่าสนใจกว่า งั้นเราเรื่องโปรดัคชั่นดีกว่านะ

เวลาเราดูโปรดัคชั่น เราดูแบบนี้
1. เข้ามุมไม้คมหรือเปล่า
2. ทาสีเรียบหรือเปล่า
3. พร็อบช่วยเล่าเรื่องหรือเปล่า
4. ใช้ ink jet เยอะไปหรือเปล่า



1. เข้ามุมไม้คมหรือเปล่า
โดยไม่รู้ตัว ความเหลี่ยมคมของสิ่งก่อสร้างข่มความรู้สึกเราเสมอ สถาปัตยกรรมถมึงทึงสไตล์ฟาสซิสต์ (เช่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) มีผลต่อความฮึกเหิมคลั่งชาติ ขณะที่ความลีลาท่าเยอะของยุคพระเจ้าหลุยส์ก็สื่อสารความสวยและรวยมากของยุคนั้น และต้องขอแสดงความเสียใจที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่สถาปัตยกรรมกรุงเทพฯ น่าเกลียดที่สุดในรอบร้อยปี เมื่อในทุกรหัสไปรษณีย์ จะมีตึกเกิดใหม่ที่หน้าตาเหมือนกล่องสีเทาเจาะช่องสี่เหลี่ยมวางซ้อนกัน ทุกอย่างดูสำเร็จรูป มันไม่ใช่ความโมเดิร์น มันคือความขี้งก! ไม่มีการคิดจะเล่นรายละเอียดใดๆ แม้จะแค่กรอบประตูหน้าต่าง แต่บทจะเดิ้น มึงก็เดิ้นเสียยังกับเครื่องเสียงยุค Y2K นั่นได้แก่สถานีรถใต้ดินที่หน้าตายังกะสถานีอวกาศ

และหากจะว่ากันเรื่องความคมในสเกลที่เล็กลงมา ช่างแต่งหน้านิตยสารแฟชั่นในยุค 80s วัดฝีมือกันที่ความคมของการเขียนขอบปากนางแบบ “ปากต้องคม นมต้องใหญ่” เขาท่องกันแบบนี้ในยุคก่อนมีรีทัช

เชี่ย…นี่พูดออกนอกเรื่องไปเยอะมาก จู่ๆ ก็อารมณ์ขึ้นไปหน่อย คือแค่จะบอกว่า 80% ของงานอีเว้นต์ทุกงาน คืองานสร้างฉากด้วยไม้อัด และขอบคม สันคม คือความปราณีตใส่ใจ และงานนี้ขอบคม แค่นี้แหละ



2. ทาสีเรียบหรือเปล่า
อันนี้เป็นเรื่องของ texture ของงาน — ความหมายของสีเรียบในที่นี้ คือความเนี้ยบของการลงสีพื้นผิวไม่ว่าจะด้าน เงา หรือขรุขระ

งานนี้เป็นงานที่คนจัดอีเว้นต์เขาเรียกกันว่างาน ‘premium’ มันจะไม่เหมือนงานพังค์ร็อคหรืองานสตรีท ที่ feel จะมาก่อน look เพราะทาร์เก็ตเขาเท่าที่เห็นคืนนี้ที่เป็นรอบสื่อและ VIP แขกบางคนก็เป็นไฮโซแบบที่ดูทรงแล้วไม่น่าจะไม่รู้จัก Radiohead (ไฮโซประเภทนี้น่าเบื่อสัด) คนกลุ่มนี้เขาจะชินกับข้าวของเนี้ยบๆ ใช้ของดีๆ อยู่ในที่ๆ มีคนดูแลให้เรียบร้อยตลอดเวลา ไม่ขึ้น BTS (แต่พอไปลอนดอน ไปนิวยอร์กกูเห็นอัพรูปขึ้นรถเมล์ รถใต้ดินที่กันสลอน) และจะไม่ค่อยรู้จักคนที่เงินเดือนต่ำกว่า 40,000

คนกลุ่มนี้จะใส่ใจเรื่องสัมผัส ไม่ว่าจะด้วยนิ้วหรือด้วยตา และสัมผัสที่เลอค่า นำมาซึ่งความ “ดูแพง” และความดูแพงเป็นสิ่งที่เหยื่อทุนนิยมใฝ่ฝันอยากครอบครองและได้เข้าไปในพื้นที่ดูแพงนั้น สินค้าจึงชอบเอาไฮโซมาชูหน้า เป็นเกมชนชั้นที่เล่นกันมานาน แต่ก็ยังเวิร์คอยู่ เพราะพวกเขาคือภาพฝันของคนหาเช้ากินค่ำ และมันก็ฟังดูตลกแต่จริง ว่าการเข้ามุมไ้ม้ได้คม และการทาสีเรียบมีผลกับความรู้สึกหรูหรานี้



3. พร็อบช่วยเล่าเรื่องหรือเปล่า
พร็อพแปลว่าอุปกรณ์ประกอบฉาก และสิ่งมีชีวิตก็ถือเป็นพร็อพ การเซ็ตพร็อพงานนี้กินขาดในทุกจุด และมีเท่าที่ควรจะมี ห้องที่น่าประทับใจสุด คือห้องแรกที่เป็นตรอกในอัมสเตอร์ดามที่มีหิมะตก และห้องที่สองที่เป็นห้องมิสเตอร์ไฮเนเก้น มีผนังเป็นชั้นหนังสือ อีกมุมเป็นบาร์ ส่วนมุมโน้นเป็นโต๊ะนักทดลอง มุมโต๊ะโค้งตามสมัยนิยมยุควิคทอเรียน มีการแซะร่องไม้แสดงความใส่ใจในการออกแบบพร็อพ ซึ่งถ้าไม่ทำก็ไม่มีใครว่า แต่ทำแล้วมันจะดี

ห้องต่อมาที่เป็นยุค Paris World Fair ในปี 1889 ห้องนี้จะมีความถมกราฟิกหนักหน่อยเพื่อความคึกครื้น งานอิงค์เจ๊ตจึงมีบทบาทสำคัญที่ห้องนี้ ช่วยเพิ่มสีสันของบรรยากาศ



ในส่วนของคอสตูม เสื้อผ้าหน้าผมนักแสดง ก็ไปด้วยกันอย่างลงตัวสวยงามตามยุค แต่เรามีปัญหากับนักแสดง ที่ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งหนุ่มสาวหน้าตาดีบ้างก็เป็นโมเดล คนพวกนี้เกือบทั้งหมดวัยไม่เกิน 30 ปี ปัญหามันเลยอยู่ที่ความหลากหลายของตัวละคร พูดง่ายๆ ลองนึกฉากท้องพระโรงในออเจ้า ถ้าคนทั้งท้องพระโรงอายุ 25-30 กันหมด มันก็หลอกเราไม่ได้ว่าไอ้คนนี้มันยิ่งใหญ่พอจะเป็นออกญาหรือเป็นกษัตริย์ใช่ป่ะ ต่อให้มันจะใส่วิกผมหงอกทำเสียงแก่ก็ตาม การแสดงงานนี้ก็ประมาณนั้น พอไม่หลากหลายเรื่องวัย แล้วการแสดงของทุกตัวละครออกมาเฉดเดียวกัน (สวัสดีครับทุกทั่น! เร่เข้ามา กระพ้มมีนวัตกรรมล้ำยุคให้ทั่นดู!) ก็เลย…ก็ดูๆ ไปแหละ ไม่ได้ engage อะไรมากมาย ห้องที่เป็นเรือและห้องป๊อปอาร์ตนี่ถึงกับหยิบมือถือมาตอบอีเมลล์ฆ่าเวลา แต่ทั้งนี้เราก็เห็นใจเขานะ ว่าวันนึงต้องเล่นตั้ง 14 รอบ energy มันก็ต้องมีแผ่วกันบ้าง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีที่สุดของการแสดงงานนี้คือแด๊นเซอร์ทุกคน ที่ดูเอ็นจอยกับการเต้นมาก ทำให้เราสนุกไปด้วย




4. ใช้ ink jet เยอะหรือเปล่า
อันนี้สำคัญ เพราะงานไหนใช้ ink jet เยอะๆ แสดงว่าคนออกแบบไม่เก่ง คิดอะไรไม่ออกบอกร้านอิ๊งค์เจ๊ต เช่นไม่มีงบซื้อม่าน แทนที่จะหามุกอื่น ก็กลับสั่งอิ๊งค์เจ๊ตรูปผ้าม่านแทน

งานนี้เขาไม่ค่อยใช้ถ้าไม่จำเป็น ซึ่งน่าชื่นชม เรื่องอิ๊งค์เจ๊ตนี่คนอื่นคิดไงไม่รู้นะ แต่เราคิดว่า inkjet เป็นสิ่งที่ยิ่งมีเยอะเท่าไหร่ งานก็ยิ่งดู cheap เพราะมันขาดมิติและความรู้สึก บางงานก็น่าอดสูมาก เพราะเอารูปความละเอียด 2,000 pixel จากกูเกิ้ลมาขยายเป็น photo backdrop สูงสองเมตรสี่สิบ โอเคว่าถ่ายรูปไปทำข่าว PR มันมองไม่เห็นความแตกยับอัปปรีย์ของภาพหรอก แต่อะไรแบบนี้ไม่เคยสร้างสัมผัสประทับใจสำหรับคนอยู่ในงาน แม้จะไม่สังเกต

จบ



ตลอดเวลาประมาณ 40 นาทีที่อยู่ในงาน เรานึกว่างานนี้คงมีต้นแบบจากไฮเนเก้นมืองนอกคิดมา แล้วให้แต่ละประเทศทำตาม แต่สืบได้ความว่าไม่ใช่เมืองนอกที่ไหนสั่งมา ครีเอทีฟงานนี้คือ JWT ประเทศไทยนี่เอง พอได้รู้ก็เลิกแปลกใจ เพราะ JWT เขาเป็นเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมาตรฐานสูง มีงานแปลกใหม่ออกมาให้ฮือฮาแบบนี้อยู่เป็นบ่อย แล้วส่งต่อให้บริษัท Very Kind Invention ควบคุมโปรดัคชั่น เป็นบริษัทคนรุ่นใหม่ไอเดียดี ที่ทำงานแพงๆ มาเยอะ เช่นแบรนด์แฟชั่นหรูๆ หรืองานอีเว้นต์พรีเมี่ยมแบบนี้

งานนี้เขาเซ็ตอัพกันสิบวัน เพื่องานแค่สี่วัน วันละ 14 รอบ เข้าได้แค่รอบละยี่สิบกว่าคน ส่วนทุนสร้างงานนี้เราไม่ได้ถาม กลัวเสียมารยาท แต่ดูด้วยตาก็เดาเอาเอง ว่าเฉพาะค่าโครงสร้างและพร็อพไม่น่าต่ำกว่าหกล้าน



ที่น่าเสียดายคือเต้นท์ปาร์ตี้ด้านนอกที่เข้าใจว่าเขาต้องการให้มันออกมาหรูว์ๆ เลยเอาวงแจ๊ซมาเล่น ซึ่งวงก็เล่นดีมาก แต่เมื่อไหร่หนา ที่สินค้าจะเลิกความคิดที่ว่า งานหรู = เพลงแจ๊ซ เสียที ในเมื่อทั้งงานด้านในก็ย้อนยุคเป็นร้อยปีแล้ว เต๊นท์ด้านนอกน่าจะเสนอบรรยากาศความปัจจุบันและอนาคตด้วยดนตรีที่ร่วมสมัย จะอิเล็คโทร หรือเทคโนแบบที่เขาฮิตๆ กันตอนนี้ก็ว่าไป

ก่อนจบขออนุญาตเล่าให้ฟังว่าทำไมต้องออกตัวว่าเขาไม่ได้จ้างเขียน เพราะเดี๋ยวนี้พวกเอเจนซี่ชอบห้ามไม่ให้บอกผู้อ่านว่าเนียนขายของ อย่างปีที่แล้วมันเกิดขึ้นอย่างน้อยสามครั้ง ที่จะมีบริษัทดิจิตัลเอเจนซี่โทรมาจ้างเว็บเราเขียนรีวิวงานปาร์ตี้อีเว้นต์ที่เราไม่ได้ไป แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวส่งรูปและเนื้อหาไป แล้วให้เราไปเขียนออกมาเหมือนว่าไปงานนั้นมาและสนุกมาก ซึ่งเราก็ปฏิเสธไปทั้งหมด บอกเขาไปว่า เราไม่เขียนถึงอะไรที่เราไม่ได้ไป เพราะมันไม่ดีต่อผู้อ่าน และพวกมึงที่สั่งงานแบบนี้ก็ควรมีความละอายกันบ้าง

ประโยคตัวเอนนี่ไม่ได้พูดไปนะ กลัวเขาไม่มาซื้อแอด แต่ตอนนี้ที่พูดออกไปแล้ว เขาก็คงไม่มาแล้วล่ะ แต่ก็สบายใจดีที่ได้พูด


Heineken’s Star Venture FB event page